บันทึกการประชุม ศปท. ครั้งที่ 1/2552

บันทึกรายงานการประชุม
คณะกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย
ครั้งที่ 1/2552

ณ วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม  ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

.......................................................

รายนามผู้เข้าประชุม   (ตามที่แนบมาพร้อมนี้)

เริ่มประชุมเวลา   09.09 น.

 

ระเบียบวาระที่ 1 เรื่อง ประธานเปิดการประชุม และประทานโอวาท

พระราชญาณวิสิฐ ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานที่ปรึกษา ศปท.  ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ เนื่องจากไม่ค่อยสบาย จึงได้กราบอาราธนา พระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรญาณ  กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร และกรรมการที่ปรึกษา ศปท.  ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมแทน ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และได้อ่านรายนามผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ให้ที่ประชุมทราบ จากนั้น พระเดชพระคุณพระพรหมวชิรญาณ ได้เมตตาให้โอวาทเปิดการประชุม ดังนี้

“ท่านเจ้าคุณพระราชญาณวิสิฐ ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการบริหาร ตลอดถึงสมาชิกของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย ทุกรูป ขอแสดงความชื่นชมยินดีต่อที่ประชุมนี้ ซึ่งมีท่านเจ้าคุณพระราชญาณวิสิฐ เป็นประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ ที่มีศรัทธาวิริยะอุตสาหะ สนองงานของมหาเถรสมาคม ของคณะสงฆ์แห่งประเทศไทย ในด้านศาสนกิจต่างๆ  โดยเฉพาะในด้านการวิปัสสนาธุระ อันสืบเนื่องมาจาก การที่มหาเถรสมาคม ได้มีนโยบายในการส่งเสริมในกิจการพระพุทธศาสนาทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะในระยะที่ผ่านมา ได้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า คณะสงฆ์ไทย ไม่ค่อยได้มีการให้การส่งเสริมสนับสนุนในด้านการพระพุทธศาสนา ทั้งในด้านการศึกษา การเผยแผ่ การบริหาร และในด้านการสาธารณูปการ ความจริงแล้ว พวกเราในฐานะที่เป็นพระสงฆ์เป็นพระสังฆาธิการ ได้สนองงานพระพุทธศาสนา ฉลองศรัทธาของพุทธศาสนิกชน สืบสาน ศาสนกิจของพระมหาเถระสืบมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ว่าในระยะต้นการพระศาสนาได้มีการพัฒนา โดยเฉพาะในส่วนของการบริหารในประเทศไทยนั้น ท่านพระเถรานุเถระทุกรูปต่างทราบดีว่า  พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2484 ได้ระบุให้มีองค์กรสนองงานคณะสงฆ์ทั้ง 4 องค์กร คือ การปกครอง  การศึกษา การเผยแผ่ และการสาธารณูปการ เป็นการกระจายการบริหาร กระจายอำนาจการบริหารคณะสงฆ์  แบ่งออกอย่างชัดเจน แต่รวมกันเป็นองค์กรการบริหารคณะสงฆ์ แต่ว่า ในช่วงหลังได้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 และได้มีการปรับปรุงเรื่อยมา ทำให้งานต่างๆ มารวมอยู่ที่องค์กรการปกครอง ในมหาเถรสมาคมนั้น ก็ถือว่าเป็นศูนย์กลางบริหารสูงสุดของทางคณะสงฆ์ ผ่านลงมา มีเจ้าคณะใหญ่ รับทั้งหมดไม่ว่าจะในด้านใดก็ตาม ทั้ง 4 องค์กร ลงมาถึงภาค จังหวัด  อำเภอ  และตำบล จนมาถึงวัด ด้วย  เพราะฉะนั้นในเรื่องงานการบริหาร การศาสนศึกษา  การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ รวมถึงการปฏิบัติธรรม และการสาธารณูปการ การสาธารณสงเคราะห์ การบริหารจัดการต่างๆ ก็มารวมกันอยู่ที่องค์การปกครอง คือมหาเถรสมาคม หรือเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคนั้น ภาค และจังหวัด จะมีความหนักหน่วงในเรื่องการรับภาระของกิจการพระพุทธศาสนา ของคณะสงฆ์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้จากงานในด้านการศึกษาไม่มีองค์การบริหารรองรับ เหมือนกับมีสังฆมนตรีการศึกษา สังฆมนตรีปกครอง สังฆมนตรีการเผยแผ่ สังฆมนตรีสาธารณูปการ เพราะฉะนั้นภาระต่างๆจึงมาหนักอยู่ที่ฝ่ายปกครอง แม้จะมีส่วนที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น มีแม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง และมีแม่กองงานพระธรรมทูต ในการเผยแผ่ แต่ในด้านการปฏิบัติธรรมและในด้านการสาธารณูปการ การบริหารจัดการ ก็จะรวมอยู่ในฝ่ายปกครอง

เพราะฉะนั้น ในด้านการปฏิบัติธรรมหรือวิปัสสนาธุระนั้น พระสงฆ์เราได้เอาใจใส่สนองงานพระพุทธศาสนาตลอดมา เพียงแต่ว่างานไปรวมอยู่ในสายการบริหารหรือสายปกครอง งานต่างๆยังดำเนินเรื่อยมา มีกรมการศาสนา ซึ่งได้มีการปรับปรุงมาเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้สนองงานของคณะสงฆ์ หรือของมหาเถรสมาคม งานพระธรรมทูตได้หยุดชะงักลงระยะหนึ่ง หรือ การเผยแผ่ ก็มาเป็นกองงานพระธรรมทูต  กองงานพระธรรมทูตนั้นในระยะแรกนั้นมุ่งการเผยแผ่เป็นหลัก เป็นการช่วยแบ่งเบาในเรื่องของการปกครอง แต่ว่าเวลาดำเนินไปในความเป็นจริงแล้ว ก็จะต้องมีการประสานสอดคล้องกันกับด้านการบริหาร คือ ต้องประสานสอดคล้องกับทางเจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด นี้ความเป็นจริงเป็นเช่นนั้น

เพราะฉะนั้น งานพระธรรมทูตจึงต้องมีการปรับไม่ให้สอดคล้องกับฝ่ายปกครองด้วย เพราะฉะนั้น งานจึงมาหนักอยู่ที่ฝ่ายปกครอง ในด้านการเผยแผ่ในปัจจุบัน เช่นเดียวกันเมื่อมหาเถรสมาคมให้การส่งเสริม ให้พระสงฆ์เราได้เอาใจใส่ ให้การ สงเคราะห์ อนุเคราะห์ แก่พุทธศาสนิกชนผู้ต้องการศึกษาปฏิบัติในด้านสมถะวิปัสสนากรรมฐาน เพราะฉะนั้นมหาเถรสมาคม จึงส่งเสริมให้วัดต่างๆ จังหวัดต่างๆ ได้เปิดสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้สนองงาน แต่ว่าในการบริหารนั้น ให้เป็นภาระของทุกสำนัก ซึ่งก็มีความรู้มีความเข้าใจในเรื่องของหลักการปฏิบัติสมถะวิปัสสนาธุระ ไม่ว่าจะเป็นในสำนักที่ปฏิบัติพองหนอยุบหนอ พุทโธ สัมมาอะระหัง หรือในด้านมหาสติปัฏฐาน ซึ่งเราก็ได้ปฏิบัติกันสืบมา เพราะฉะนั้นเมื่อมหาเถรสมาคมได้มีเมตตาอนุเคราะห์ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้จัดให้มีการประชุมสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ซึ่งเมื่อปีที่แล้วได้มีการประชุมที่วัดยานนาวา กรุงเทพ มหานคร เมื่อวันที่ 23 – 25 เมษายน 2551 นั้น ที่ประชุมสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดทั้งหมด 338 สำนัก ที่เข้าประชุมได้มีการทบทวนว่า การประชุมของสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในแต่ละปีที่ผ่านมา เราได้มีการนำข้อคิดต่างๆ ซึ่งแม้จะเป็นข้อบกพร่อง หรือจะเป็นสิ่งที่ดี ที่สำนักต่างๆได้ปฏิบัติมา นำมาเล่าสู่กันฟัง นำมาเสนอเพื่อมีการแลกเปลี่ยนให้สำนักที่เข้าร่วมประชุมได้รับทราบและได้มีการพิจารณาร่วมกันว่า มีส่วนที่บกพร่องอย่างไร ควรจะปรับปรุงอย่างไร มีส่วนดีอย่างไร ควรที่จะรักษาพัฒนาอย่างไร เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าศึกษาปฏิบัติทั้งในฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ ทั้งในส่วนพุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่สนใจ เพราะฉะนั้นในการประชุมแต่ละครั้ง ในที่ประชุมมีความเห็นว่า ประชุมแล้วก็แล้วไป ข้อเสนอต่างๆทุกปี ก็จะมีข้อเสนอเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้มีการนำข้อเสนอไปปรับปรุงพัฒนาแก้ไขอย่างไร

เพราะฉะนั้น ในที่ประชุม จึงได้มีมติเห็นควรว่า ในเมื่อยังไม่มีองค์กรบริหารจัดการในส่วนของสำนักปฏิบัติธรรม หรือในการปฏิบัติธรรมของในด้านสมถะวิปัสสนากรรมฐาน คือพูดง่ายๆ ยังไม่มีคณะกรรมการบริหารโดยตรง เช่นไม่ทราบว่าจะออกมาในรูปแบบใด เมื่อยังไม่มีฝ่ายบริหารผู้ดูแลในเรื่องนี้โดยตรง งานทั้งหมดนี้ก็คงอยู่ที่มหาเถรสมาคม และผู้สนองงานก็คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่จะนำนโยบายที่เหมาะสม หรือนโยบายในการที่จะบริหารจัดการอย่างไร มอบแก่สำนักปฏิบัติธรรมเพื่อนำสู่การปฏิบัติ ทางที่ประชุมก็มีความเห็นว่า เราน่าจะมีคณะกรรมการอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ ที่ประชุมเห็นว่าไม่ควรจะเป็นคณะกรรมการการบริหาร แต่เป็นการประสานงานร่วมกันรับสนองงานของมหาเถรสมาคม ของทางคณะสงฆ์ โดยร่วมกันกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้สิ่งที่บกพร่อง นำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข ส่วนที่ดีก็จะได้ร่วมกันรักษาและพัฒนาให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นที่ประชุมจึงได้มีมติเห็นควรว่า ควรจะตั้งเป็นศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทยขึ้น ซึ่งศูนย์นี้ไม่ใช่เกี่ยวกับการบริหารอย่างไร และไม่มีระเบียบอะไรรองรับ ไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะว่าไม่ได้เข้าไปอยู่ในระเบียบของฝ่ายการปกครอง หรือสำนักการศึกษา  หรือการเผยแผ่ ซึ่งทางคณะสงฆ์ได้กำหนดไว้ ท่านเจ้าคุณพระราชญาณวิสิฐ พร้อมด้วยคณะจึงได้มีความคิดเห็นร่วมจัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทยขึ้น และก็ได้ร่วมกันปรึกษา หารือกันมา อย่างที่ท่านพระเถรานุเถระ เจ้าสำนักปฏิบัติธรรม ที่มาร่วมกันทำงานนี้ ทราบมาโดยลำดับซึ่งท่านเจ้าคุณพระราชญาณวิสิฐ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร ศปท. ก็ได้ดำเนินการไปตามกรอบความคิดและการปฏิบัติ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่งาม ในเรื่องนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลาจารย์ ก็ดี โดยเฉพาะท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ปรารภอนุโมทนา กล่าวถึงในเรื่องความดำริของคณะกรรมการ ศปท.ว่า เป็นความคิดที่ดี ในการที่จะสนองงานของคณะสงฆ์ในด้านการปฏิบัติธรรมนี้ ก็ได้นำเรื่องตามที่ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รับเรื่องของคณะกรรมการบริหาร ศปท. เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ตั้งแต่ครั้งแรก และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมมหาเถรสมาคม ก็มีมติรับทราบ ทั้งนี้เนื่องจากมหาเถรสมาคม ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการที่จะพิจารณาเห็นชอบหรืออนุมัติอะไร ผมเองก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ในระยะที่ผ่านมาทุกครั้งก็ได้รับทราบตามวาระรายงานการประชุมที่ ท่านเจ้าคุณพระราชญาณวิสิฐ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร ศปท.ได้ประชุมไปแล้ว และเมื่อครั้งที่แล้วก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุม  แต่ก็ได้ติดตามเรื่องนี้มา และอนุโมทนาในความวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่งในการประชุมครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ก็มีระเบียบวาระการประชุมที่ดำเนินการต่อไป สำหรับที่จะทำให้งานของ ศปท. มีการขับเคลื่อนไปในทางที่ดี แต่สำหรับผมก็อยากจะเรียนถวายไว้ว่า งานนี้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้มองว่า คล้ายๆ กับองค์กรที่เราตั้งขึ้นนี้เป็นองค์กรอิสระของทางฝ่ายบ้านเมือง อันนี้ก็เป็นองค์กรอิสระของทางคณะสงฆ์ก็แล้วกัน คือมันไม่มีระเบียบอะไรรองรับ เราจะตั้งเป็นคณะกรรมการ เพราะเราอาศัยอำนาจอะไร อันนี้ให้เข้าใจด้วย ทางมหาเถรสมาคม ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เห็นควรว่า ทราบว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ว่าเรื่องการทำงานนั้น ต้องเป็นไปตามระเบียบ ถ้าจะไปขอให้มหาเถรสมาคมมีมติเห็นชอบหรืออนุมัติอะไรนั้น มันไม่มีระเบียบอันนี้ไว้ แต่ว่าทราบกันดีว่า หน้าที่ของพระสงฆ์เรานี้ ทุกอย่างยังเป็นหน้าที่ที่จำเป็นต้องทำ เพราะฉะนั้นเมื่อมันยังไม่มีระเบียบที่จะให้มหาเถรสมาคมอนุมัติ หรือเห็นชอบที่ประชุมมหาเถรสมาคม ก็ต้องรับทราบ หรืออย่างมากก็แค่อนุโมทนากับศาสนกิจที่เราทำอยู่นี้ ดังนั้นอย่าเพิ่งน้อยใจนะ ให้รับทราบไว้ด้วย

ทุกอย่างเราทราบดีตั้งแต่ในครั้งอดีตเมื่อครั้งพุทธกาล พระวินัยที่บัญญัติขึ้น เพราะว่าเมื่อก่อนยังไม่มีเรื่อง เมื่อมีเรื่องแล้วก็ต้องมีการบัญญัติอะไรกันขึ้นมา อันนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อยังไม่มีระเบียบอะไรออกมานี้ แต่เป็นความรับผิดชอบความมีจิตสำนึกของพวกเราในฐานะที่เราเป็นพระภิกษุเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่ได้รับความอุปถัมภ์บำรุงจากพุทธศาสนิกชน เราจะตอบสนองความศรัทธาอุปการคุณของพุทธศาสนิกชนที่ให้ความอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาอย่างไร ให้ความเมตตาอนุเคราะห์ญาติโยมอย่างไร อันนี้เป็นหน้าที่ เป็นจิตสำนึกของพวกเรา เราก็ต้องทำ เมื่อทำไปแล้ว ส่วนที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าจะเป็นอะไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราก็ขอให้เป็นเรื่องของผู้ที่มีส่วนบริหารระดับสูง ที่จะพิจารณาในลำดับต่อไป

เพราะฉะนั้น ในระดับนี้ เราก็คงจะต้องทำในนามของสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ที่ทางมหาเถรสมาคมได้อนุมัติ ให้มีสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น และมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้สนองงานของมหาเถรสมาคม ที่คอยประสานงานดูแลเรื่องนี้อยู่ ซึ่งในที่นี้ ศปท. เองก็ได้รับความอุปถัมภ์จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ได้อนุมัติให้มีเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีอาจารย์วิศิษฏ์ และอาจารย์แก้ว เป็นต้น ทั้ง 2 ท่าน ก็ได้มาเป็นกำลังใจให้ซึ่งอยู่ในที่ประชุมนี้ เพราะฉะนั้นในโอกาสเปิดการประชุมครั้งนี้ ผมก็ขอเล่าถึงความเป็นมาคร่าวๆ ที่เป็นผลให้เกิดมี ศปท. ขึ้น ก็เกิดความศรัทธาด้วยจิตสำนึก ด้วยความรับผิดชอบในฐานะที่เราเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่ได้รับความอุปถัมภ์บำรุงจากประชาชน และก็เป็นบทบาทอันหนึ่งที่พวกเราได้สนองงานของมหาเถรสมาคมที่ได้เห็นชอบให้ตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทยขึ้น กลายๆ ทั่วประเทศตอนนี้ เท่าที่ทราบอยู่ เมื่อปีที่แล้วมี 338 สำนัก แต่ตอนนี้มีทั้งหมด 965 สำนักทั่วประเทศ คือมหาเถรสมาคมให้การสนับสนุนให้สำนักที่มีความพร้อมเปิดเป็นสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น เพื่อรองรับศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่ต้องการศึกษาปฏิบัติ เพราะเห็นว่าการศึกษาในเรื่องของคันถะธุระนั้น ก็เป็นส่วนที่ดี แต่ว่าอย่างที่เราทราบดีว่า ญาติโยมเขามองว่า พระดีแต่เรียนแต่ไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติแต่ไม่ศึกษาในหลักการของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ก็ถือว่าเดินทางไม่มีแผนที่ บางทีอ่านแผนที่แต่ไม่ออกเดินทาง ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ต้องประกอบกัน

เพราะฉะนั้น ในวันนี้ที่ทาง ศปท. ได้จัดให้มีการประชุมในวันนี้ และก็มีความคิดให้เชื่อมโยงไปถึงทางฝ่ายปกครองของคณะสงฆ์ เช่น ทางภาค รองภาค และจังหวัด เป็นต้น ก็เป็นส่วนที่ดีแต่ว่าก็มีคนให้ข้อคิดเห็นว่า สำนักปฏิบัติธรรมที่เปิดขึ้นตั้งขึ้นนี้ เป็นไปตามความรู้ความสามารถของแต่ละสำนัก คือสำนักที่มีความพร้อม เช่นเจ้าสำนักมีความเอาใจใส่ หรือเป็นอาจารย์ก็ทำได้ดี แต่ก็เป็นห่วงว่า ถ้าสิ้นบุญของเจ้าสำนักที่มีความรู้ความสามารถเอาใจใส่แล้วจะเป็นอย่างไร นี้ก็มีคนคิดเหมือนกัน ทีนี้ถ้าสำนักที่มีความพร้อมถึงแม้ว่าเจ้าสำนัก หรือเจ้าอาวาส ไม่ได้เป็นอาจารย์ แต่ท่านมีความพร้อมในการที่จะบริหารจัดการ เช่น นิมนต์พระอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ได้มาช่วยให้การสนับสนุน เพื่อเปิดให้พระสงฆ์และชาวบ้านได้มาศึกษาปฏิบัติก็เป็นส่วนที่ดี แต่ว่าก็ต้องคิดไปว่า แม้ปัจจุบันนี้เจ้าสำนักจะเป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถก็ใช่ว่าจะยืนยง ปัจจุบันนี้เจ้าสำนักที่มีความพร้อมแต่บางทีท่านก็อาจจะมรณภาพไป องค์ต่อไปอาจจะมีศักยภาพในการที่สืบสานงานต่อไปได้ หรือท่านอาจจะไม่สามารถเลยก็ได้ แต่เมื่อเปิดเป็นสำนักมีความพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสัปปายะ ให้ความสัปปายะด้านอาคารสถานที่ก็ตาม แต่ว่าก็เป็นเรื่องที่ดีที่เปิดเป็นสำนักไว้แล้ว ก็สามารถที่จะนิมนต์หรือเชิญผู้ที่มีความรู้ความสามารถในด้านการให้การศึกษาปฏิบัติในเรื่องสมถะวิปัสสนากรรมฐานต่อก็ได้ อันนี้ก็เป็นข้อคิดที่พูดถึงกันอยู่ แต่โดยรวมแล้วมหาเถรสมาคมนั้น ให้การสนับสนุนเพื่อให้สำนักต่างๆ ทั่วประเทศไทย ถ้ามีความพร้อม ก็สนับสนุนให้มีการเปิดเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดขึ้น ดังที่ทราบไปแล้วนั้น เมื่อปีที่แล้วมีอยู่เพียง 338 สำนัก แต่เพียงปีเดียวก็เพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งหนึ่ง คือมีถึง 965 สำนัก ซึ่งเป็นข่าวที่น่าชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่งว่าในปัจจุบันนี้ พระสงฆ์ของเรา ได้ให้การส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องการปฏิบัติธรรมนี้มากทีเดียว ซึ่งไม่แพ้ในด้านการศึกษา เพราะฉะนั้นเป็นข้อคิดที่ดี ที่เราจะได้นำไปประกอบการดำเนินงานของ ศปท. สืบต่อไป

ในเบื้องต้นนี้ ผมก็ขออนุโมทนาขอบคุณ ท่านเจ้าคุณ พระราชญาณวิสิฐ ซึ่งท่านได้รับภาระของบรรดาสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดต่างๆ ที่ได้เข้าร่วมประชุมกัน เพื่อไม่ให้เพียงแต่เราประชุมแล้วก็แล้วไป ซึ่งทุกปีก็มาประชุมกันแบบนี้เสร็จแล้วก็หายไป ก็ไม่เห็นทำอะไรต่อ  เราก็อาสาเข้ามาทำงาน เรียกว่า เป็นองค์กรอิสระของทางคณะสงฆ์ที่จะสนองงาน เพราะว่าบางทีองค์กรที่เป็นราชการอาจจะไม่คล่องตัว  องค์กรที่เป็นอิสระอาจจะคล่องตัวกว่าในการที่เราจะทำงาน เพียงแต่จะให้ข้อคิดว่า ในการที่เราจะอาราธนาพระเถระผู้ใหญ่มาทำงาน ทีนี้ทางคณะกรรมการ ศปท. เป็นพระเล็กๆ (เป็นพระผู้น้อย) แต่ว่างานมันใหญ่  พอท่านมาแล้ว ท่านจะมาอยู่ในฐานะอะไร อันนี้เป็นข้อคิดที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ได้ให้ข้อสังเกตไว้เหมือนกัน แต่จะทำอย่างไร เพราะว่าพระเถระผู้ใหญ่ท่านก็มีงานมาก แล้วก็บางท่านก็ไม่ได้เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรม หรือเป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรม แต่ว่าท่านก็ไม่สะดวกที่จะมาบริหาร อย่างเช่นผมเป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรม เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ส่วนท่านเจ้าคุณพระพรหมโมลี ก็สนใจใส่ใจในเรื่องการศึกษาปฏิบัติ แต่ว่าก็มีภาระมาก ความคล่องตัวที่จะมาทำงานอยู่ในระดับของคณะกรรมการ ศปท. ปัจจุบัน ที่พวกเราเลือกมาทำงานอยู่นี้ ซึ่งถ้าจะเอาพระเถระผู้ใหญ่มา ก็วางไว้ในฐานะเป็นกรรมการที่ปรึกษา อย่างนี้ก็เหมาะก็ควร และก็รวมไปถึงเราต้องอยากจะขยายงานของเราให้มีความเข้มข้นมีประสิทธิภาพออกไปในระดับภาค ที่วางตัวออกไป ปรากฏว่าก็ต้องไปพิจารณาอีกว่า จะทำอย่างไร ในเมื่อประธานเป็นตำแหน่งเล็ก แต่ว่าเจ้าคณะภาคนั้นตำแหน่งใหญ่กว่า ซึ่งความจริงเขาวางไว้ในระดับประจำจังหวัดและลงไปถึงระดับล่างอยู่แล้ว ก็คงจะไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่าเราจะมีเทคนิคในการที่ประสานงานอย่างไร อันนี้ก็คิดว่า คงจะไม่มีปัญหา เพราะเป็นหน้าที่ทางคณะสงฆ์เราอยู่แล้ว ในฐานะที่ ศปท. เป็นผู้แทนเป็นศูนย์เป็นหน่วยงานที่ทำงานอยู่แล้ว ที่จะให้การสนองงานของพระเถระผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในระดับมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ หรือเจ้าคณะภาคก็ตาม หรือแม้แต่ในระดับจังหวัดก็ตาม ในระดับที่ ศปท. บางทีอาจจะมีระดับต่ำกว่าเจ้าคณะจังหวัด อย่างนี้เป็นต้น แต่เราก็ถือว่า เป็นผู้ที่เข้าไปช่วยสนองงานในด้านนี้ของพระเถระผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งหน้าที่ในการบริหาร ในระดับจังหวัด ในระดับภาคขึ้นไป

ขออนุโมทนาสาธุการในวิริยะอุตสาหะความศรัทธาที่ได้ตั้งใจสนองงานคณะสงฆ์ของพระพุทธศาสนาไว้ ณ โอกาสนี้เป็นอย่างยิ่ง และขออนุโมทนาอาจารย์วิศิษฏ์ และอาจารย์แก้ว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีความอนุเคราะห์ต่อ ศปท. ไว้ ณ โอกาสนี้เป็นอย่างยิ่ง รวมถึงคณะอุบาสก อุบาสิกา ญาติโยมสาธุชนทุกท่านของวัดหลวงพ่อสดฯ และผู้ที่บริจาคให้การสนับสนุน ศปท. เพราะการทำงานของ ศปท. นี้ก็จะต้องใช้เงินใช้บุคลากรต่างๆ เช่นเดียวกันพวกเราทุกรูปที่มานี้ ก็ต้องเสียสละกันมาเป็นการส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น ก็ถือว่าเป็นการทำงานเป็นพุทธบูชา เพื่อสนองงานของมหาเถรสมาคม ของทางคณะสงฆ์และของญาติโยมด้วย จึงขออนุโมทนาสาธุการเป็นอย่างยิ่งไว้โอกาสนี้ด้วย

พระราชญาณวิสิฐ ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย ได้กราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณพระพรหมวชิรญาณ  กรรมการมหาเถรสมาคม และกรรมการที่ปรึกษา ศปท. แล้วได้กล่าวต่อว่า

ถ้าจะว่าจริงๆ พระเดชพระคุณท่านก็เป็นกรรมการที่ปรึกษาองค์แรก และจะว่าจริงๆ ก็เป็นองค์ทำคลอด ศปท. คือศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทยนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากการไปประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่วัดยานนาวาดังกล่าวแล้ว ซึ่งที่ประชุมมีมติให้มีการจัดตั้งองค์กรทำหน้าที่ประสานงานกับสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ ซึ่ง เกล้าฯ ขออ่านทบทวนวัตถุประสงค์ให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งมีอยู่ในระเบียบปฏิบัติของศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งประเทศไทย ที่ได้มีการเสนอและปรับปรุงแก้ไขในการประชุมครั้งหลังๆ ต่อๆ มา  ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 5 ประการ ดังนี้

  1. เพื่อสนองงานคณะสงฆ์ในการให้การส่งเสริมสนับสนุน ให้สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมติมหาเถรสมาคมได้สนองงานคณะสงฆ์ ในการบริหาร การให้การศึกษาสัมมาปฏิบัติพระสัทธรรมให้บรรลุผลดี มีประสิทธิภาพสูง
  2. เพื่อให้ความร่วมมือประสานระหว่างสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ในการให้การศึกษาสัมมาปฏิบัติแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่สังคม ประเทศชาติ และความเจริญมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์
  3. เพื่อให้ความร่วมมือประสานงานกับเจ้าคณะปกครอง และเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัด ในการให้การศึกษาอบรม การศึกษาสัมมาปฏิบัติพระสัทธรรม ให้เป็นไปในแนวทางหลัก ธรรมเดียวกัน
  4. เพื่อช่วยเหลือทางวิชาการ และอื่นๆ แก่สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดเท่าที่จะช่วยได้
  5. เพื่อสนองงานคณะสงฆ์ในการช่วยปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา ให้เจริญและมั่นคง เท่าที่สามารถจะกระทำได้ ภายในกรอบแห่งพระธรรมวินัย กฎหมายของบ้านเมือง กฎมหาเถรสมาคม และระเบียบปฏิบัติ หรือคำสั่งของทางการคณะสงฆ์

ทั้งหมดนี้เป็นวัตถุประสงค์สำคัญของ ศปท. และเกล้าฯ ยินดีรับสนองงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 5 ประการนี้ และโดยประการสำคัญที่สุดสถานการณ์ของบ้านเมืองตอนนี้ ที่น่าเป็นห่วงก็คือภัยอย่างใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ และมีอย่างเข้มข้นทั้งต่างศาสนา และต่างลัทธิในพระพุทธศาสนา ล้วนมีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะบ่อนทำลายการพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ซึ่งพฤติกรรมนี้นั้นมีอย่างมากมาย และรุนแรง ก็ขอแจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบไว้ เพื่อจะได้ช่วยกันปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงไว้สืบไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมรับเป็นประธาน ศปท. เพื่อจะได้สนองงานของพระเดชพระคุณมหาเถรสมาคม โดยเฉพาะพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรญาณ ที่ท่านได้ตั้งใจก่อตั้งศูนย์นี้มา และผมก็ได้รับการสนับสนุน กำลังใจจากพระมหาเถระผู้ใหญ่ แม้จะยังไม่ทั่วทุกท่าน แต่กระผมก็ได้มีโอกาสรับสนองบัญชาพระมหาเถระผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่ามติมหาเถรสมาคม ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องว่า ไม่มีระเบียบที่จะมารองรับเรื่องนี้ มหาเถรสมาคมจึงไม่อาจพิจารณาว่า จะให้มีมติรับ หรือแต่งตั้ง หรืออะไรๆ ดังที่พระเดชพระคุณพระพรหมวชิรญาณได้กล่าวมานี้เป็นข้อจำกัดในทางพฤตินัย  เพราะฉะนั้นมหาเถรสมาคมจึงเพียงมีมติแค่รับทราบเท่านั้น

 

ระเบียบวาระที่ 2   เรื่อง แจ้งเพื่อทราบ

2.1 มติ มส. (หากมี)

คุณวิศิษฏ์ พงศ์พัฒนจิต  แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ได้ไปขอมติที่ประชุมมหาเถรสมาคม แต่ว่าทางสำนักงานมหาเถรสมาคมยังทำมติไม่เสร็จ เมื่อทำเสร็จแล้ว จะได้นำมากราบเรียนถวายต่อไป

พระพรหมวชิรญาณ แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ทางสำนักพุทธฯ เลขาธิการมหาเถรสมาคมจะได้แจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่งต่อไป

2.2 การรับเป็นกรรมการที่ปรึกษา ศปท. และประธาน ศปท. ประจำภาค
พระราชญาณวิสิฐ ประธาน ศปท. แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้ลงนามในหนังสืออาราธนาเจ้าคณะภาคทุกภาค ทั้งฝ่ายมหานิกายและฝ่ายธรรมยุต มาร่วมเป็นกรรมการที่ปรึกษา และขอให้เป็นประธานศูนย์ประสานงานสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดในภาคของท่านในแต่ละภาคอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบการปฏิเสธกลับมา และได้นำเรื่องนี้ กราบเรียนมหาเถรสมาคมเพื่อทราบด้วย ไปกับเรื่องความเป็นมาของศูนย์ ศปท. พร้อมกับระเบียบปฏิบัติทั้งหมด ก็ได้ส่งไปกราบเรียนมหาเถรสมาคมให้รับทราบทั้งหมดแล้ว  ดังนั้นการขออาราธนาเจ้าคณะภาคให้มาเป็นกรรมการที่ปรึกษา ศปท.และเป็นประธาน ศปท.ประจำภาคนั้น บัดนี้ ได้ผ่านทางมหาเถรสมาคมรับทราบแล้ว ดังนั้นทุกอย่าง เป็นองค์กรอิสระที่มหาเถรสมาคมรับทราบ และท่านก็ไม่ได้มีข้อขัดข้องอย่างอื่นอะไรมา  ก็เป็นอันว่าเราก็สามารถที่จะดำเนินกิจการได้
อย่างเต็มขีดความสามารถ

พระราชญาณวิสิฐ  แจ้งให้ที่ประชุมทราบอีกว่า ทาง DTV ได้ถวายเวลาให้ไปออกอากาศทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ซึ่งทางเถระผู้ใหญ่ได้เสนอให้นำหนังสือคู่มือศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขาไปเผยแพร่ทั้งหมดด้วย เพื่อจะได้มีความเข้าใจในหลักปฏิบัติธรรมเหมือนกัน  และพระราชญาณวิสิฐได้กล่าวต่อว่า จะนำหนังสือคู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขานี้ ไปจัดพิมพ์จำนวน 10,000 เล่ม เพื่อแจกไว้เป็นคู่มือในการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา โดยได้ของบประมาณอุดหนุนการจัดพิมพ์จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีกด้วย

2.3 ผลการให้การศึกษาอบรมสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน (ตามแนวสติปัฏฐาน 4) รุ่นพระวิปัสสนาจารย์  เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประจำปี พ.ศ. 2551

พระราชญาณวิสิฐ  แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ขอให้พระมหากังวาล  ได้นำผลการให้การศึกษาอบรม ถวายให้คณะกรรมการทุกรูปรับทราบด้วย

 

ระเบียบวาระที่ 3   เรื่อง รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 4/2551

พระปลัดวีรภัทร์ ปริมุตฺโต  ได้กล่าวถวายความเคารพ แด่ พระเดชพระคุณพระพรหมวชิรญาณ และคณะกรรมการทุกรูป ทุกท่าน และขอโอกาสที่ประชุมได้ดำเนินการสอบถามที่ประชุมตามวาระการประชุมครั้งที่ 4/2551 ตามลำดับ  ซึ่งที่ประชุมให้การรับรองตามนั้น

จากนั้นมีกรรมการ ศปท. เสนอ ให้จัดพิมพ์รายนามผู้ที่เข้าประชุมใส่ในบันทึกรายงานการประชุมด้วย

พระปลัดวีรภัทร์ ปริมุตฺโต  ได้แจ้งที่ประชุมทราบว่า ในครั้งที่ผ่านๆ มานั้น แม้จะไม่ได้พิมพ์รายนามผู้เข้าร่วมประชุมใส่ไว้ แต่ก็ได้ถ่ายเอกสารรายนามผู้เข้าร่วมประชุมแนบถวายพร้อมกับบันทึกรายงานการประชุมทุกครั้งอยู่แล้ว

 

ระเบียบวาระที่ 4    เรื่อง สืบเนื่องจากการประชุมครั้งก่อน

4.1 การดำเนินการตามแผนแม่บท

1. การจัดพิมพ์หนังสือคู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา
คุณแก้ว  ชิดตะขบ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ได้รับลิขิตจากพระราชญาณวิสิฐ ได้ทำไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขอความอุปถัมภ์เรื่องจัดพิมพ์หนังสือคู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติจำนวน 10,000 เล่ม นั้น ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในปีงบประมาณนี้สามารถช่วยสนับสนุนได้จำนวน 500,000 บาท ที่ประชุมรับทราบและขออนุโมทนาขอบคุณ

2. การจัดหาข้อมูลเกี่ยวกับธรรมปฏิบัติ 4 สำนักใหญ่ (สำนักยุบพอง, สำนักสัมมาอะระหัง, สำนักพุทโธ,  สำนักอานาปานสติ)
พระราชญาณวิสิฐ แจ้งที่ประชุมว่า ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมปฏิบัติแบบยุบพอง แบบพุทโธ แบบอานาปานสติ นั้นได้ข้อมูลครบแล้ว ส่วนแบบสัมมาอะระหัง ยังไม่ได้จัดทำ จะพยายามทำให้เสร็จ คาดว่าในการประชุมครั้งต่อไป จะได้นำเข้าที่ประชุมพิจารณาต่อไป

3. เครือข่ายการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติแก่ชาวต่างประเทศ ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ
พระราชญาณวิสิฐ แจ้งที่ประชุมว่า วัดหลวงพ่อสดฯ ได้จัดการศึกษาอบรมให้แก่ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศด้วย
พระพรหมวชิรญาณ  ได้เสนอที่ประชุมว่า ขอให้จัดพิมพ์หนังสือคู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติเป็นภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่นๆ ที่เห็นสมควรด้วย แต่ในเบื้องต้นให้เป็นภาษาอังกฤษก่อน ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที
ที่ประชุมเห็นชอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมฐานข้อมูลสำนักปฏิบัติธรรม เจ้าสำนัก และพระวิปัสสนาจารย์ทั่วประเทศ ทั้งที่เป็นเอกสารและทางอินเตอร์เน็ต

4. การดำเนินโครงการของ ศปท. ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการให้การศึกษาอบรมสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน (ตามแนวสติปัฏฐาน 4) รุ่นพระวิปัสสนาจารย์ เฉลิมพระเกียรติฯ ประจำปี พ.ศ. 2552
คุณแก้ว  ชิดตะขบ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  ได้สนับสนุนเงินงบประมาณแก่สำนักปฏิบัติธรรมที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้ง ในปีงบประมาณนี้จำนวน 4,500,000 บาท และเงินงบประมาณสำหรับอบรมพระวิปัสสนาจารย์ 6 รุ่นต่อปี เป็นเงินจำนวน 5,000,000 บาท ที่ประชุมรับทราบและขออนุโมทนาขอบคุณ

ระเบียบวาระที่ 5   เรื่อง เสนอเพื่อพิจารณา

5.1 การจัดตั้ง ศปท. ประจำภาค และแนวทางปฏิบัติของ ศปท. ประจำภาค

พระราชญาณวิสิฐ  ขอมติที่ประชุมว่า ขออาราธนาท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นผู้ลงนามในหนังสืออาราธนาเจ้าคณะภาค เป็นประธานศูนย์ ศปท. ประจำภาค

พระพรหมวชิรญาณ เสนอว่า ขอให้ไปกราบเรียนปรึกษาท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก่อน แล้วให้ปฏิบัติตามที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ แนะนำนั้น

กรรมการ ศปท. เสนอว่า ขอให้จัดทำใบตราตั้ง หรือ แต่งตั้ง ให้แก่คณะกรรมการ ศปท.

ที่ประชุมเห็นชอบตามนี้ทั้งหมด  และให้พระปลัดวีรภัทร์  รีบทำบันทึกรายงานการประชุม เพื่อที่จะได้ดำเนินการในส่วนอื่นต่อไป

5.2 การระดมทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในกิจการของ ศปท.

พระราชญาณวิสิฐ แจ้งว่า ในการบริหารงานของ ศปท. นั้น ได้รับเงินสนับสนุนจากท่านพระเถรานุเถระ รวมทั้งสิ้น ดังนี้
  งวดที่ 1 จำนวนเงิน 146,000 บาท
  งวดที่ 2 จำนวนเงิน 35,000 บาท

โดยได้ใช้จ่ายเงินไปจำนวน 79,500 บาท และยังมีเงินคงเหลือจำนวน 101,500 บาท
  ส่วนในงวดปัจจุบัน ได้รับเงินบริจาค ดังนี้

- วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จำนวน 300,000 บาท
- พระราชรณังคมุนี จำนวน 10,000 บาท

  ดังนั้นรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 411,500 บาท

และในงวดนี้จะต้องใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 319,000 บาท 
เพราะฉะนั้นยังมีเงินคงเหลือทั้งสิ้นจำนวน 92,500 บาท

พระราชญาณวิสิฐ เสนอที่ประชุมดังนี้

  1. จัดผ้าป่า
  2. ทำหนังสือของบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
  3. ทำวารสาร ชื่อว่า “วารสารวิปัสสนาจารย์”

ที่ประชุมเห็นชอบตามนี้

คุณแก้ว  ชิดตะขบ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  จะได้จัดงบประมาณสนับสนุนแก่ ศปท.ในปีงบประมาณ 2552 นี้ เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ที่ประชุมรับทราบ และขออนุโมทนาขอบคุณ

5.3 การจัดทำ  และการหาสมาชิกวารสาร ศปท.  เพื่อการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติ  และเพื่อการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของ ศปท.

ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการได้ โดยให้ทำร่วมกันกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 

5.4 การเผยแผ่ธรรมปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน 4  ทางสื่อมวลชน

ที่ประชุมมอบหมายให้ พระครูอาทรปริยัติสุธี เป็นหัวหน้าควบคุมดูแล ทั้งด้าน ทีวี  วิทยุ และทางอินเตอร์เน็ต

5.5  โครงการแปล “คู่มือการศึกษาสัมมาปฏิบัติไตรสิกขา” เป็นภาษาต่างประเทศ  เพื่อเผยแผ่

ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการได้

5.6  แต่งตั้งกรรมการ ศปท. เพิ่มเติมอีกจำนวน 7 ท่าน  คือ

  1. พระเดชพระคุณ พระธรรมกิตติวงศ์  ราชบัณฑิต  วัดราชโอรสาราม เป็น กรรมการที่ปรึกษา ศปท.
  2. นางจุฬารัตน์ บุณยากร  ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นกรรมการที่ปรึกษา ศปท.
  3. นางบุญศรี พานะจิตต์   รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นกรรมการบริหาร ศปท.
  4. ดร.อำนาจ บัวศิริ  ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เป็นกรรมการบริหาร ศปท.
  5. นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เป็นกรรมการบริหาร ศปท.
  6. นายสุทธิรักษ์ หนูฉ้ง  ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดราชบุรี เป็นกรรมการบริหาร ศปท.
  7. นายธนัท  สายสิทธิ์   เป็นกรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิก

ที่ประชุมเห็นชอบตามนี้ทั้งหมด

 

ระเบียบวาระที่ 6    เรื่อง อื่น ๆ

ไม่มี.

 

ที่ประชุมมีมติ นัดประชุมครั้งต่อไป ในวันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ.2552  เวลา 09.00 น.  เป็นต้นไป  ณ  วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม  จังหวัดราชบุรี

ปิดประชุมเวลา 11.30 น.                                

 

ผู้บันทึกการประชุม

พระปลัดวีรภัทร์ ปริมุตฺโต
(พระปลัดวีรภัทร์ ปริมุตฺโต)
กรรมการและเลขานุการ ศปท.

รับรองตามนี้

พระราชญาณวิสิฐ
(พระราชญาณวิสิฐ)
ประธานคณะกรรมการบริหาร ศปท.